การเข้ามาของศาสนาอิสลามในอินเดีย
abu ramadon
อารยธรรมสมัยสุลต่าน ‘เตลฮี’และสมัยราชวงศ์ ‘โมกุล’
ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 ท่านศาสดา ‘มูฮัมหมัด’ ( ซ.ล ) เผยแพร่ศาสนาอิสลามที่เมกกะ เนื่องจากเขาได้รับ ‘วะห์ยู’จากพระองค์ ‘อัลลอห์’ผ่าน ‘ยิบรออิล’ว่าในโลกนี้มี พระเจ้าองค์เดียวคือ พระองค์ ‘อัลลอห์’ บ่าวของพระองค์ ‘อัลลอห์ ‘เรียกว่า มุสลิม ค.ศ. 622 ‘มูฮัมหมัด’ออกจากเมกกะไป ‘มาดีนะฮ์’ เป็นวันเริ่มต้นปฏิทินมุสลิมคือ ( ฮิจเราะหฺศักราช )
ค.ศ. 630 ศาสดา ‘มูฮัมหมัด’ ( ซ.ล ) กลับมาเมกกะสร้างหิน ‘Ka'aba’ เพื่อ ‘อัลลอห์’ คำพูดสุดท้ายของ ‘มูฮัมหมัด’ ที่ เมกกะฮ์ คือ จงรู้ไว้ว่ามุสลิมทุกคนเป็นพี่น้องกัน จงหลีกเลี่ยงการต่อสู้ซึ่งกันและกัน มุสลิมจงต่อสู้กับคนศาสนาอื่นจนกว่าพวกเขาจะเปล่งวาจาออกมาว่า ‘ลา อิลลาฮา อิลลา อัลลอห์’ (แปลว่า ไม่มีพระเจ้าองค์ใดอีกนอกจากพระองค์อัลลอห์ )
ความปรารถนาของ ‘อัลลอห์’ ที่บอก ‘มูฮัมหมัด’ไว้ เขียนไว้ในคัมภีร์ ‘กุรอ่าน’และใช้เป็นกฎหมายสังคมด้วย ขณะเดียวกัน อาณาจักร ‘ไบเซนไทน์’ และอาณาจักรอื่นใน ‘เอเชียตะวันตก’ อ่อนแอเพราะมีโรคระบาด กองทัพมุสลิมจึงถือโอกาสเข้าโจมตี ได้แผ่นดินหลายแห่ง ทำให้ศาสนาอิสลามมีอิทธิพลมากขึ้น
ชาวมุสลิมเชื่อว่า ‘มูฮัมหมัด’เป็นศาสดาองค์สุดท้าย ต่อจากมูฮัมหมัด เรียกเป็น ( คอลีฟ่ะ ) ซึ่งต่อจากมูฮัมหมัดมีอีก 4 คน มีอาณาจักรใหม่เกิดขึ้น จากอิหร่านถึงตุนีเซีย เมืองดามัสคัส (ซีเรีย) เป็นศูนย์กลาง มีตระกูล Umaiyah ครองคอลีฟ่ะ ค.ศ. 711 พวก Umaiyah ตีแคว้นสินธ์และมุลตันได้ ไม่นานศูนย์กลางของ คอลีฟ่ะ มาอยู่ที่แบกแดด ภายใต้การปกครองของคอลีฟ่ะตระกูล Abbassiah
ดินแดนของอินเดียที่รบชนะมาและปกครองโดยพวก Ismaili (นิกายของอิสลามในอิหร่าน) เปลี่ยนมาเป็นของพวกเตอร์ก-อาฟฆาน เกิดชาติอาหรับที่ยังไม่เป็นมุสลิมขึ้นมากมายในเอเซีย
สมัยเตอร์ก-อาฟฆาน (ค.ศ. 1000-1526) กาลิฟ Abbassiah แห่งแบกแดด จ้างทหารเตอร์กมาคุ้มครองตนเอง และมาไว้ในกองทัพเพื่อทำสงครามเผยแพร่ศาสนา เนื่องจากตอนนั้นแบกแดดมีศัตรู คือ อิหร่านและพวกอาหรับ
ค.ศ. 961 กษัตริย์ราชวงศ์ usmaniah (ค.ศ.864- 1005) ของอิหร่านแต่งตั้งให้ผู้นำทหารเตอร์กคนหนึ่งเป็นเจ้าครองแคว้น Khurasan แต่หนึ่งปีต่อมาเกิดทะเลาะกัน ทหารเตอร์กผู้นี้จึงเข้ายึดแคว้น Ghazni เสีย แล้วยกทัพเข้าตีอินเดียหลายครั้ง
โดยเฉพาะที่ปัญจาป เพราะเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ แต่ผู้ที่ตีอินเดียได้ คือ ลูกชายชื่อ มะห์หมุด เข้าเปิด เมืองนำของมีค่าหรึอทีเรียกว่าทรัพสินที่ยึดได้จากการทำสงครามกลับไป Ghazni (อัฟกานิสถาน) แล้วตัดสัมพันธ์กับอิหร่าน กลับไปมีสัมพันธ์กับแบกแดด มะห์หมุดกลับไปครอง Ghazni ตามเดิม ไม่อยู่ครองอินเดีย
อินเดียจึงอยู่ในสภาพที่เป็นอิสรภาพบ้างไม่เป็นบ้าง จนชาวเตอร์กจาก Ghor ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของ Ghazni มาตี Ghazni ได้ แล้วหันมาสนใจอินเดีย Mohammed Ghori (น้องชาย) ตีได้แคว้นสินธ์และพยายามเข้ารุกรานอาณาจักรราชพุทธ ในแคว้นกุจาราท จนได้รับชัยชนะครองอินเดียเหนือทั้งหมด แล้วมอบให้ทหารของตนไปครอง มุสลิมครองอินเดียเหนือจนถึง
ค.ศ.1311 สมัยสุลต่าน Alauddin มีเจงกีสข่านบุกมาถึงแม่น้ำสินธุแต่ไม่ได้อินเดียจึงกลับไป ทิ้งผู้คนมองโกลไว้ พวกนี้ปรับตัวรับศาสนาอิสลาม เป็นมุสลิมใน อยู่อินเดียเหมือนประเทศตนเอง
ค.ศ.1326-1327 Mohammed Tughlag ย้ายเมืองหลวงไปที่เทวาคีรี และบังคับให้พลเมืองเดลฮี อพยพไปด้วย เป็นผู้นำเงินเหรียญทองแดงมาใช้และขยายอาณาเขตไปเดดคาน สุลต่านองค์ต่อมา คือ Shah Tuglak ครองราชย์ต่อเป็นองค์สุดท้ายของสมัยสุลต่านเดลฮี เมืองหลวงกลับไปอยู่ที่เดลฮี และมีการสร้างคลองระบายน้ำ
อินเดียตกอยู่ในความครอบครองของอิสลามจนกระทั่งพวกมาราธาตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ราวคริสต์ศตวรรษที่7 พวกมาราธามีอำนาจมาก ภายหลังแพ้ Ahmad Shah of Afghanistan ปอร์ตุเกสเริ่มเข้ามาในอินเดีย (ค.ศ.1505-1515) ผู้สำเร็จราชการ Ameida และ Albuquerque ตั้งสถานีการค้าที่เมืองกัว ศรีลังกา มะละกา และคาบสมุทรอินเดีย
ราชวงศ์โมกุล (ค.ศ.1526-1658)
พระเจ้าบาบูร์ สืบเชื้อสายมาจากเจงกีส ข่านและตาแมร์ลัง แห่ง กาบูล (คือ มีเชื้อสายเตอร์ก-มองโกล) เป็นผู้สืบทอดการเผยแพร่อิสลาม ในฮินดูสถานต่อ พระองค์ทรงเป็นนักรบที่กล้าหาญและปกครองประเทศตามแบบเจงกีส ข่าน อาณาจักรของบาบูร์จากโอซุสไปถึงแม่น้ำคงคา และเบงกอล พระองค์ทรงขับไล่ Ibrahim Lodi
จากการเป็นสุลต่านเดลฮี ด้วยการใช้เทคนิคการรบที่เหนือกว่า ที่ทรงได้รับมาจากพวกเตอร์ก จากนั้น ทรงเข้าครองเมืองอัครา พระเจ้าบาบูร์นอกจากเป็นนักรบแล้วยังเป็นนักประพันธ์ ทรงเขียนกลอนได้ทั้งภาษาเปอร์เซียและภาษาเตอร์ก ทรงนำวรรณคดีและดนตรีจากเปอร์เซียมาให้อินเดีย เมื่อว่างจากศึกสงครามทรงใช้เวลาไปในการสร้างพระราชวัง สุเหร่า สวน สะพาน ทรงจ้างสถาปนิกมาจากเมืองอิสตันบูล (ตุรกี)
กษัตริย์อินเดียที่มีชื่อว่าเป็นผู้สร้างจักรวรรดิโมกุลที่แท้จริง คือ พระเจ้าอักบาร์มหาราช (ค.ศ.1556-1605) ทรงเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ อาณาจักรของพระองค์กว้างใหญ่ ทรงเป็นนักปกครองที่ชาญฉลาด ที่ทราบว่าการปกครองประเทศใหญ่ที่เต็มไปด้วยพล เมืองหลายเผ่าพันธุ์ หลายศาสนา และหลายภาษา ควรปกครองด้วยวิธีใด การ บริหารการปกครองทรงได้รับอิทธิพลมาจากอิหร่าน ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง อินเดียเพื่อเป็นตัวอย่าง ยกเลิกภาษีจิซิยา (Jizya = poll tax on non-Moslems) ( หรึอที่เราเรียกว่า ภาษี ที่เก็บได้จากคนต่างศาสนิกเป็นค่าคุ้มครองที่อยู่ในดินแดนอิสลาม )
เปิดโอกาสให้คนฮินดูเข้ารับราชการเท่าเทียมกับพวกมุสลิม ทรงแต่งตั้ง ให้ Todar Mall จากราชพุทธมาเป็นผู้นำทหาร ปรับภาษีใหม่ คือ หนึ่งในสามของ ผลผลิตเป็นของรัฐเท่ากันทุกคน Todar Mall ให้คนฮินดูเรียนภาษาเปอร์เซีย เพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งสูงๆ ได้
การผสมกันระหว่างภาษาเปอร์เซียและภาษาฮินดูทำให้เกิดภาษาใหม่ เรียกว่า ภาษาอูรดู เกิดเมืองใหม่ คือ City of Victory เต็มไปด้วยสุเหร่า ราชวัง สถานที่สาธารณะ บ้านเรือน ศาสนาทุกศาสนามีอิสระในการเผยแพร่ศาสนาของตน กษัตริย์องค์ต่อมา คือ พระเจ้าจาหันกี ทรงอภิเษกสมรสกับหญิงม่ายชาวเปอร์เซีย
ค.ศ.1612-1613
เริ่มสมัยล่าอาณานิคมของอังกฤษตอนต้น อินเดียแตกแยกกันภายใน เมื่อ พระเจ้าชาห์จาหัน ขึ้นครองราชย์ต่อจากบิดา ทรงขยายอาณาเขตไปถึงเดคคาน ทรงดำเนินนโยบายแบบอย่างพระเจ้าอัคบาร์ ทรงมีพระทัยกว้างรับทุกศาสนา และคนทุกเชื้อชาติในอาณาจักรของพระองค์ ดัช อังกฤษ ปอร์ตุเกส ฝรั่งเศส ต่างเดินทางเข้ามาค้าขายและเผยแพร่ศาสนา ทรงสร้างสุเหร่ามุก (Pearl Mosque) และทัชมาฮัล (Taj Mahal) ขึ้นที่เมืองอัครา ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา
พระเจ้าจาหันกีทรงสละราชสมบัติก่อนสิ้นพระชนม์ พระโอรสองค์ที่ 3 ขึ้นครองแผ่นดินต่อ ชื่อว่า พระเจ้าโอรังเซป พระองค์ทรงเป็นนักรบ และเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดมาก ทรงสั่งให้กลับมา เก็บภาษีคนที่ไม่ใช่มุสลิม ปลุกระดมมุสลิมให้รวมตัวกันทำลายโรงเรียนและวัดของฮินดู ส่งเสริมแต่อิสลามนิกายซันนี (Sunni) ทรงปลดขุนนางและข้า ราชการเปอร์เซียในวังออกเพราะพวกเขาอยู่ในนิกายชิอะห์ (Shiah) ทำให้อินเดียขาดสัมพันธไมตรีกับอิหร่านและกับพระราชาแห่งราชพุทธ ความไม่สงบในประเทศจึงเกิดขึ้น เกิดสมาคมมาราธาของพวกฮินดูที่รวม ตัวกับพวกราชพุทธและพวกซิกเพื่อต่อต้านราชวงศ์โมกุล
ค.ศ.1729 ทหารเปอร์เซียผู้หนึ่งชื่อ นาดีร์ ชาร์ ยึดเมืองกันดาหา กาบูล และกาซนีซึ่งเป็นของจักรพรรดิโมกุลแห่งเดลฮีได้ ต่อมาค.ศ.1738 ได้ยกทัพมาที่ลุ่มน้ำสินธุ ตีเมืองเดลฮี ทำลายและปล้นเมืองเอาของมีค่ารวมทั้งพระที่นั่งนกยูง (Peacock Throne) ไปเปอร์เซียด้วย เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์โมกุล
อารยธรรมอิสลามในอินเดีย
ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15-17 อารยธรรมอิสลามเข้ามาอินเดียโดยผ่านเปอร์เซีย ชนชั้นขุนนางอิสลามรับธรรมเนียมอินเดีย อิทธิพลจากศาสนาอิสลามเข้มงวดกับผู้หญิงฮินดู ภาษาที่ใช้เป็นภาษาราชการ คือ อูรดู แต่ ไวยกรณ์เป็นไวยกรณ์อินเดียและศัพท์เป็นอาหรับ-เปอร์เซีย เกิดภาษาใหม่หลายภาษา เช่น ฮินดี เบงกาลี ปัจจาบี มาราตี ฯลฯ สุลต่านอินเดียนำกวี นักประวัติศาสตร์และนักปราชญ์ชาวเปอร์เซียมาทำงานในพระราชวัง พระเจ้าบาบูร์สนพระทัยในการศึกษา ทรงนิพนธ์ บันทึกความทรงจำ ของพระองค์ขึ้นมา
พระเจ้า ‘อัคบาร์’ทรงจัดระบบการศึกษาใหม่ ทรงสร้างห้องสมุดและมหาวิทยาลัยไว้หลายแห่ง จักรพรรดิราชวงศ์โมกุลล้วนเป็นนักสร้างที่ยิ่งใหญ่ ทางด้านศิลปกรรมมีการเลียนแบบการวาดภาพขนาดย่อจากเปอร์เซียเช่นกัน ทางวรรณคดี มีการแปลหนังสืออุปนิษาทเป็นภาษาเปอร์เซีย โดย Dara Shokoh
ทำให้คนยุโรปรู้จักวรรณคดีอินเดีย มหากาพย์รามายณะได้รับการปรับปรุงเป็นภาษาฮินดี ทางสถาปัตยกรรม อินเดียได้รับอิทธิพลมาจากเปอร์เซีย (ลานด้านใน ประตูโค้ง) ที่เมืองหลวงใหม่ของพระเจ้า ‘อัคบาร์’ คือ ฟาเตห์ปูร์สิครี ใกล้เมือง ‘อัครา’ แสดงสถาปัตยกรรมแบบโมกุลแท้ในการสร้างราชวัง สุเหร่า
เช่นเดียวกับหลุมศพของพระเจ้า ‘อัคบาร์’ที่สีกันดารา และ วัดโก-แมนดาล ที่โอไดปูร์ แต่งานที่เด่นที่สุด คือ ‘ทัชมาฮัล’ ประดับด้วยหินมีค่า บนยอดเป็นหินสีขาว
เส้นทุกเส้นเข้ากันได้อย่างงดงามกับสวน และน้ำพุ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นอกจากนั้นมีสุเหร่ามุกของเมือง ‘อัครา’ เกิดนิกายขึ้นหลายนิกายในหมู่คนฮินดู เช่น ตันตริก ซิก มาดวา ฯลฯ
…………………………………………………………….
|